7 ประเภทพ่อแม่รังแกฉัน ยุค 4.0: เพราะรักปานชีวิต จึงผิดพลาดพลั้งเผลอ”



พวกเราที่เป็นพ่อแม่เป็นผู้โชคดีที่ได้รับพรจากฟ้าและตั้งใจที่ฟูมฟักลูกน้อยอย่างเต็มที่ แม้อาจจะไม่ใช่พ่อแม่ที่ดีที่สุดตามคำนิยามหรือความคาดหวังของคนอื่นๆ หรือสังคมรอบข้าง แต่สิ่งที่ยืนยันได้ก็คือว่า พวกเรารักลูกที่สุดโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น

“อนาคตที่สดใส” ของลูกๆ คือ ความหวังอันสูงสุดของพ่อแม่ทุกๆ คน ไม่ว่าจะมีฐานะทางสังคม เศรษฐกิจ การศึกษาหรือถิ่นพำนักใดๆ ความหวังดังกล่าวนี้ สร้างแรงขับดันให้พวกเราในการเสาะแสวงหาแนวทาง (จะเลี้ยงลูกและให้การศึกษาอย่างไรดี?) และทรัพยากร (โดยเฉพาะเรื่องเงินและเวลา) ในการส่งเสริมพัฒนาการของลูกในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา จิตใจ และวินัย (ที่รัฐบาลไทยเพิ่งจะกำหนดในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน) ในทุกๆ โอกาสและสถานที่จะอำนวย เด็กๆ ในปัจจุบันมีความโชคดีที่จะได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกและทางเลือกต่างๆ ที่พ่อแม่จัดหามาให้หยิบจับใช้สอยอยู่ตลอดเวลา ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีการสื่อสารส่งเสริมให้พวกเราได้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร (แนวทางและเทคนิคในการเลี้ยงดูเด็ก) และจัดซื้อสิ่งของที่ต้องการจากทั่วทุกมุมโลกภายในระยะเวลาอันสั้น

ปัจจัยทั้งหลายเหล่านี้น่าจะเอื้อให้พวกเราเลี้ยงลูกได้ง่าย สะดวกและสบายใจ แต่ทำไมพวกเราจึงรู้สึกว่า ตนเองมีความเครียดมากกว่าพ่อแม่รุ่นก่อน? ทำไม จึงมีรายงานความบกพร่องทางพัฒนาการของเด็กไทยจำนวนไม่น้อย? และทำไม ความหวังที่จะผูกไว้อนาคตอันสดใสของลูกกับความสำเร็จทางการศึกษา กลับเต็มไปด้วยความสงสัยลังเลว่า ลูกๆ เราจะเอาตัวรอดไหมในอนาคต?

ส่วนหนึ่งของความเครียดย่อมมีผลจากความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง ลีลาชีวิต พฤติกรรมการอุปโภคและบริโภคของพวกเรารวมทั้งลูกๆ ก็ปรับสภาพสอดรับกับความเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์และการเปลี่ยนผ่านของระบบเศรษฐกิจจากยุคเกษตรกรรม ยุคอุตสาหกรรม ยุคข้อมูลข่าวสาร เข้าสู่ยุคนวัตกรรม

ระบบการศึกษาที่แต่เดิมมีเพียงอนุบาลจนจบมหาวิทยาลัย โดยมีทางเลือกระหว่างเอกชนหรือรัฐ? กลับมีให้เลือกมากมาย เช่น English Program (English Bilingual Education, Mini English Program, Intensive Program และอีกหลากหลายชื่อ) International Schools หลากหลายสัญชาติไม่ว่าจะเป็นอังกฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฝรั่งเศส สิงคโปร์ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เป็นต้น รวมทั้งจะเรียนระบบใดสำหรับช่วงชั้นใด (ปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษาหรืออาชีวะ มหาวิทยาลัย) และสถานศึกษาในหรือต่างประเทศ? ที่สำคัญ ปริญญาบัตร (จากมหาวิทยาลัยชั้นนำ) จะเป็นหลักประกันตำแหน่งงานในบริษัทหรือราชการดังที่เคยเป็นหรือไม่?

ระบบเศรษฐกิจที่เคยนำโดยภาคธุรกิจด้านอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ พลังงาน เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องดื่มและอาหาร ตลอดจนและด้านการเงินจากบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ ทั้งบริษัทข้ามชาติและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้ลดบทบาทลง ในขณะที่วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดย่อมด้วยการเคลื่อนย้ายเงินทุน ผู้ประกอบการและเทคโนโลยีภายในภูมิภาคและระหว่างภูมิภาคต่างๆ ของโลกได้ขยายอิทธิพลสู่การดำเนินชีวิตของพวกเราอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ลูกๆ ของเราจะมีอาชีพเป็นพนักงานประจำเหมือนพวกเราหรือจะเป็นเจ้าของกิจการของตนเอง? จะทำงานในกรุงเทพหรือต่างจังหวัดหรือต่างประเทศ? พวกเราหรือระบบการศึกษาได้ตระเตรียมลูกๆ ของเราในเรื่องดังกล่าวนี้มากน้อยเพียงไร? เด็กๆ ที่อยู่ในสถานศึกษาขนาดใหญ่หรืออยู่โรงเรียนประจำ อาจจะเหมาะกับตำแหน่งในองค์กรขนาดใหญ่ที่ต้องการทักษะสังคมในการทำงานร่วมกัน แต่จะยังคงเหมาะกับระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของยุคนวัติกรรมที่ต้องการความแปลกใหม่ (เดิมอาจใช้คำว่า “แปลกแยก” หรือ “แกะดำ”) ความกล้าที่เปลี่ยนโลก (เดิมอาจใช้คำว่า “ดื้นด้าน” หรือ “ขวางโลก”) และทักษะรอบด้านเพื่อรองรับงานที่ไม่ถูกแบ่งเป็นชิ้นๆ (เดิมอาจเรียกว่า “ความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง”) หรือไม่?

ความเครียดจากสภาพแวดล้อมทั้งใกล้และไกล ทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งจริงและเสมือนจริงเหล่านี้ล้วนมีอิทธิพลต่อมโนทัศน์ (ความคิดรวบยอด) และส่งผลต่อพฤติกรรมการเลี้ยงดูเด็กโดยผลผลิต (output--สิ่งที่ต้องการ) ผลที่ได้รับ (outcome--สิ่งที่ปรากฎขึ้นจริง) และผลกระทบ (impact) อาจจะเป็นไปตามที่พวกเราต้องการหรือไม่ก็ได้และก่อให้เกิดการสะสมความเครียดจากการพลาดหวังในสิ่งที่ลงแรงและลงทุนในช่วงหลายปีที่ผ่านมาก็ได้

การเลี้ยงลูกแบบ Tiger Mom ที่กวดขันและเข้มงวดลูกๆ ให้มีความสามารถและประสบความสำเร็จในทุกๆ เรื่อง ทำไมจึงเป็นสิ่งที่ลูกๆ ไม่ต้องการและต่อต้าน? ในขณะเดียวกัน การเลี้ยงลูกแบบสนับสนุนเต็มที่ให้เกิดความเชื่อมั่นว่า ตนเองเก่งที่สุด (I am number one) ดีที่สุด (I am the best) พิเศษที่สุด (I am so special) ทำไมจึงทำให้ลูกๆ กลายเป็นคนที่น่ารังเกียจ ไม่กล้าทำในสิ่งใหม่และหวาดกลัวความล้มเหลว?

สิ่งที่พวกเราในฐานะของพ่อและแม่ทำไปทั้งหมดเพื่อลูกนั้น อาจจะเริ่มต้นจากเป้าหมายที่ดีที่จะปูทางให้ลูกๆ ได้เดินทางไปสู่อนาคตอันสดใส แต่ก็จะเป็นการดีที่จะคอยสำรวจตรวจสอบพฤติกรรมการเลี้ยงลูกของตนเองว่า ตึงหรือหย่อนเกินไปหรือไม่ อย่างไร? พวกเรากำลังเป็น “พ่อแม่รังแกฉัน ยุค 4.0” โดยไม่ได้ตั้งใจหรือไม่? ในเรื่องนี้ ดร.มิเชล บาร์บา (Michele Barba) ผู้เชี่ยวชาญการเลี้ยงเด็ก ได้ให้ข้อคิดถึงในหนังสือชื่อ “The Big Book on Parenting Solutions: 101 Answers to Your Everyday Challenges and Wildest Worries” (2009) โดยแบ่งลักษณะของพ่อแม่รังแกฉันที่จะมีผลทำให้เด็กๆ มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนไปในทางที่ไม่ปรารถนาไว้ 7 ประเภทกล่าวคือ

1. เฮลิคอปเตอร์ตรวจการณ์ (Helicopter Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการสำรวจตรวจสอบสิ่งที่เข้ามาในชีวิตของลูกๆ ทุกชนิดและทุกขณะ หากจะเป็นอุปสรรคกีดขวางไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ ท้าทายหรือวิกฤต ก็จะขจัดปัดเป่าให้มลายหายไป ไม่ให้เฉียดเข้าใกล้ลูกน้อยโดยเด็ดขาด เลี้ยงลูกเสมือนไข่ในหิน คอยสนับสนุนดันขึ้นเวที จัดฉากให้สมบูรณ์และถูกต้องที่สุดสำหรับลูก

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตของลูกในลักษณะที่จะไม่เข้าไปก้าวก่ายในชีวิตของพวกเรา ทั้งนี้ก็เพื่อส่งเสริมให้ลูกๆ ได้พัฒนาความสามารถในการดำรงชีวิตอย่างอิสระด้วยตนเองและสามารถที่จะดำเนินชีวิตได้โดยไม่มีเราในบางครั้งคราว

2. หม้อเคี่ยวยา (Incubator “Hothouse” Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการเคี่ยวเข็ญให้ลูกเร่งรัดฝึกหัดสาระเรียนรู้ที่เร็วหรือก้าวหน้ากว่าระดับอายุสมอง (cognitive age) และพัฒนาการด้านต่างๆ ลูกๆ ต้องรู้ให้มากและให้ไวกว่าเพื่อนๆ จึงจะได้เปรียบ ต้องเรียนรู้ก่อนคนอื่นๆ เสมอๆ ทั้งๆ ที่เรื่องนั้น ไม่จำเป็นหรือเหมาะสำหรับวัยของลูกๆ เลยก็ได้

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะยอมรับในพรสวรรค์และความสามารถตามธรรมชาติของลูกเรา โดยพวกเราจะอบรมเลี้ยงดูให้เหมาะสมตามขั้นพัฒนาการของลูกเป็นสำคัญ ไม่ไปตามบรรทัดฐานของลูกบ้านอื่นๆ

3. พลาสเตอร์ปิดแผล (Quick-Fix Band-Aid Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการจัดการแก้ไขเรื่องราวต่างๆ อย่างรวดเร็ว หมดจด ไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ให้กวนใจ แต่ไม่เคยจะสนใจที่จะหาทางแก้ไขที่จะขจัดหรือจัดการเรื่องราวต่างๆ ได้อย่างแท้จริงและได้ผลในระยะยาว หากลูกหกล้มและมีร่องรอยบาดแผลตรงไหน ก็รีบปิดพลาสเตอร์ตรงนั้น ไม่สนใจที่จะสังเกตุว่า ลูกเราทำไมหกล้มบ่อยๆ แค่เดินเร็วๆหน่อยก็ล้ม วิ่งตรงๆ ก็ล้ม ทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งของกีดขวางใดๆ เลย ที่จริงแล้ว การที่ลูกเราหกล้มบ่อยๆ อาจจะเกิดจากโครงสร้างกระดูกขาหรือเท้าที่ผิดปรกติ ซึ่งต้องการความช่วยเหลือจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกในการปรับโครงสร้างของกระดูกขาหรือเท้าก็เป็นได้

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องใช้เวลาสักระยะในการช่วยเหลือและหาหนทางให้ลูกๆ ได้เข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นว่า อะไรคือสาเหตุของความผิดพลาดนั้นๆ? อย่าใจร้อน ต้องค่อยๆ คุยกับลูกๆ ในเรื่องต่างๆทีละเรื่อง ทีละตอน เตรียมใจที่จะต้องใช้เวลา แต่ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้ที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. สหายคู่หู (Buddy Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการทำตัวเหมือนเพื่อนในทุกๆ เรื่องโดยไม่เคยคัดค้าน หรือปฏิเสธ และไม่มีการจำกัดขอบเขตหรือข้อจำกัดใดๆ ทั้งสิ้น ตามใจลูกทุกๆ อย่างราวจะกลัวว่า ลูกๆ ไม่รัก หากไม่ตามใจ

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องระบุหรือจำกัดขอบเขตและข้อจำกัดที่ชัดเจนตลอดจนอำนาจในการควบคุมด้วย เหนือสิ่งอื่นใด พวกเราต้องไม่ลืมว่า สิ่งที่ลูกๆ ต้องการมากที่สุดจากพ่อแม่ ไม่ใช่ความเป็นเพื่อน แต่เป็นความเป็นพ่อแม่

5. เครื่องประดับกาย (Accessory Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการประเมินหรือวัดคุณค่าและความสำเร็จของความเป็นพ่อแม่ด้วยความสำเร็จหรือรางวัลต่างๆที่ลูกได้รับ ความเก่ง ความสามารถ ความโดดเด่นต่างๆของลูกเสมือนเป็นเครื่องประดับเลอค่าของพ่อแม่

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะแยกแยะให้ออกว่า ลูกคือสิ่งมีชีวิตต่างหากจากตัวพวกเรา การอบรมเลี้ยงดูพวกเขาก็จำเป็นต้องให้เหมาะกับบุคลิกลักษณะ ความสามารถและความต้องการเฉพาะตนของพวกเขา

6. กระต่ายตื่นตูม (Paranoid Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการหวาดวิตกในอันตรายที่จะมีต่อลูกๆทั้งทางกายและทางจิตใจ ทุกเรื่องราวสำคัญและยิ่งใหญ่เหมือนโลกกำลังจะแตกและจะอยู่ไม่ได้

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะผ่อนคลายความตึงเครียดของตนเองโดยไม่ส่งต่อหรือกดดันไปยังลูกๆที่ไม่รู้เรื่อง และเรียนรู้ที่จะปล่อยให้ลูกๆได้มีโอกาสที่จะจัดการความยากลำบากกับชีวิตของตนเองบ้างในบางครั้งบางคราว

7. ตัวสำรอง (Secondary Parenting)

ลักษณะเด่นของพ่อแม่กลุ่มนี้ คือ พฤติกรรมการจำกัดบทบาทตัวเองในฐานะพ่อแม่ที่จะมีต่อลูกๆ เสมือนเป็นตัวสำรอง ปล่อยให้ลูกๆตัดสินใจทำอะไรเองทุกอย่าง เพราะกลัวจะทำให้ลูกๆไม่ได้พัฒนาความเป็นตัวของตัวเองและไม่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่มีลักษณะตรงข้ามกับพ่อแม่แบบหม้อเคี่ยวยา (Incubator “Hothouse” Parenting) อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นกลับกลายเป็นว่า ลูกๆได้รับอิทธิพลจากสภาพแวดล้อมรอบข้างอย่างล้นเหลือไม่ว่าจะเป็น ผู้คนรอบข้าง บริษัทและหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนการโฆษณาประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อสาธารณะต่างๆมากมาย

การแก้ไข (หากต้องการ) คือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่ต้องเรียนรู้ที่จะต้องตระหนักว่า พวกเราคือ ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในการแนะนำและชี้แนะลูกๆในด้านค่านิยม ทัศนคติและพฤติกรมต่างๆรวมทั้งการปกป้องพวกเขาจากพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ โดยเหตุนี้ พวกเราต้องหาแนวทางที่จะใช้เวลาอยู่กับลูกๆให้มากขึ้น อย่าหนีหายไปไหน อย่ายกความรับผิดชอบของความเป็นพ่อแม่ไปให้คนอื่นๆ และอย่ากลัวว่า ลูกๆจะไม่เป็นตัวของตัวเองหากมีพ่อแม่อยู่ด้วย

พวกเราลองใช้เวลาสักหน่อยในการพินิจพิเคราะห์พฤติกรรมการเลี้ยงลูกกันดูว่า มีหรือเป็นหรือมีแนวโน้มจะเป็นไปในลักษณะพ่อแม่รังแกฉันยุค 4.0 บ้างหรือไม่ ประการใด? หากพอจะมีบ้างเป็นครั้งคราว ก็อาจทดลองปรับเปลี่ยนแก้ไขพฤติกรรมดังกล่าวนั้น ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเป็นหลักประกันว่า พฤติกรรมการอบรมเลี้ยงดูลูกของพวกเราจะนำพาพวกเขาไปสู่ “อนาคตที่สดใส” ตามปรารถนาของพวกเราได้ในท้ายสุด โดยขจัดหรือลดผลกระทบที่ไม่ปรารถนาออกไปให้มากที่สุด

ขอให้ทุกท่านมีแต่ความสุขในการเลี้ยงลูกและประสบความสำเร็จทุกประการนะครับ

ดร.นิพัทธ์ อึ้งปกรณ์แก้ว

กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลับอะคาเดเมีย จำกัด

Recent Posts
Archive
Follow Us
  • Facebook Basic Square

Call

Tel  : 02-652-0806, 081-958-0085

Fax : 02-652-0807

Club Academia Thailand l Education Services

กรุงเทพมหานคร  ประเทศไทย l Bangkok, Thailand