“รู้เขา รู้เรา” : หลักพิชัยสงครามในการทำศึกใหญ่กับขุนพลตัวน้อยที่บ้าน เรียบเรียงจากหนังสือ “บินข้ามภ


พ่อแม่ผู้ปกครองทั้งเด็กเล็กและเด็กโตต่างมีประสบการณ์ท้าทายในความพยายามที่จะอบรม เลี้ยงดู และสั่งสอนลูกๆ ในสิ่งที่ควรรู้และปฏิบัติ บ่อยครั้งที่เสมือนเกิดการสู้รบปรบมือกันภายในบ้าน แม้การอัญเชิญองค์เทพเจ้าต่างๆลงประทับก็มี สิ่งหนึ่งที่พวกเรารู้ดีก็คือว่า หากสงครามนี้ยืดเยื้อนานเกินควร สงครามโลกของตัวน้อยๆ จะทำลายล้างทุกสิ่งอย่างและคงต้องใช้เวลาเนิ่นนาน (เพื่อสงบสติ อารมณ์และความดันโลหิตของคู่กรณี) และงบประมาณมากมาย (ซื้อของเพื่อเป็น “บรรณาการ” แก่ท่านอ๋องน้อย) ในการเริ่มต้นเจรจาทางการทูตสร้างสัมพันธไมตรีและกระชับพื้นที่ ก่อน “a b c” จะพาเหรดมาหาเราทีละตัวสองตัว

ตามหลักพิชัยสงครามแล้ว การชนะโดยการไม่รบ ด้วยการ “ยึดกุมใจ” ของข้าศึกให้ได้นั้น คือยอดปรารถนาของแม่ทัพผู้ชาญศึก ขงเบ้งผู้หยั่งรู้ดินฟ้า สามารถยึดกุมใจของแม่ทัพจิวยี่คือนางเตียวเสี้ยนได้ จึงสามารถใช้เพียงลิ้นสามนิ้วเคลื่อนกองทัพของซุนกวนให้เข้าสู่สมรภูมิกับกองทัพของโจโฉโดยตนเองนั้น “นั่งภู ดูเสือกัดกัน”

สิ่งที่จะต้องตระหนักในการ “รู้เขา” คือ ธรรมชาติหรือพัฒนาการของเด็กปฐมวัย และ “รู้เรา” คือ ศาสตร์การสอนหรือที่คุ้นเคยว่า “ครุศาสตร์” จึงจะช่วยให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้ มีความรู้ ความสามารถและทักษะต่างๆที่ต้องการให้ลูกๆได้ฝึกหัดปฏิบัติหรือเรียนรู้โดยไม่ต้องบนบานศาลกล่าวหรือพึ่งพาองค์เทพเจ้าต่าง ๆ มาลงในขณะสู้รบปรบมือกับขุนศึกผู้ทรนงด้วยหยาดเหงื่อ แรงดัน(โลหิต) ค่าใช้จ่ายและเวลาที่น้อยหรือสั้นที่สุด

คราวนี้ ลองหันมาสนใจในธรรมชาติหรือพัฒนาการของเด็กปฐมวัยว่า ที่จริงแล้วเป็นอย่างไรหรือคืออะไรกันแน่?

นิยามที่ค่อนข้างวิชาการของคำว่า “พัฒนาการ” นั้นหมายถึง “การเปลี่ยนแปลงการทำหน้าที่และวุฒิภาวะของอวัยวะ ระบบต่างๆ รวมทั้งตัวบุคคล ทำให้สามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำสิ่งที่ยาก สลับซับซ้อนมากขึ้น ตลอดจนการเพิ่มทักษะใหม่ๆ และความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมหรือภาวะใหม่ในบริบทของครอบครัวและสังคม” ซึ่งเป็นความหมายที่สามารถแยกแยะมิติหรือด้านต่างๆ ของพัฒนาการได้เป็น 4 ด้านคือ

1. พัฒนาการด้านร่างกาย คือ ความสามารถของร่างกายในการทรงตัวในอิริยาบถต่างๆ และการเคลื่อนไหว เคลื่อนที่ไปโดยการใช้กล้ามเนื้อใหญ่เช่น การนั่ง ยืน เดิน วิ่ง กระโดด ฯลฯ การใช้สัมผัสรับรู้และการใช้ตาและมือประสานกันในการทำกิจกรรมต่างๆ เช่น การหยิบจับของ การขีดเขียน ปั้น ประดิษฐ์ เป็นต้น

2. พัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจ คือ ความสามารถในการรู้สึกและแสดงความรู้สึกเช่น พอใจ ไม่พอใจ รัก ชอบ โกรธ เกลียด กลัวและเป็นสุข ความสามารถในการแยกแยะความลึกซึ้งและควบคุมการแสดงออกของอารมณ์อย่างเหมาะสมเมื่อเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ตลอดจนการสร้างความรู้สึกที่ดีและนับถือต่อตนเองหรืออัตมโนทัศน์ซึ่งเกี่ยวกับพัฒนาการด้านสังคมด้วย

3. พัฒนาการด้านสังคม คือ ความสามารถในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีทักษะในการปรับตัวในสังคม คือ สามารถทำหน้าที่ตามบทบาทของตน ร่วมมือกับผู้อื่น มีความรับผิดชอบ ความเป็นตัวของตัวเองและรู้กาลเทศะ สำหรับเด็ก หมายรวมถึง ความสามารถในการช่วยตัวเองในชีวิตประจำวัน นอกจากนั้น พัฒนาการด้านสังคมยังเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านจิตวิญญาณ คุณธรรมและเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านสติปัญญา

4. พัฒนาการด้านสติปัญญา คือ ความสามารถในการเรียนรู้ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งต่างๆ กับตนเองในการรับรู้ รู้จักสังเกต จดจำ วิเคราะห์ การรู้คิด รู้เหตุผลและความสามารถในการแก้ปัญหา ตลอดจนการสังเคราะห์ซึ่งเป็นความสามารถเชิงสติปัญญาในระดับสูง ซึ่งแสดงออกด้วยการใช้ภาษาสื่อความหมายและการกระทำ

การแยกย่อยพัฒนาการของเด็กๆ ออกเป็น 4 ด้านดังกล่าวนี้เป็นไปเพื่อความสะดวกในการอธิบายเท่านั้นซึ่งแท้จริงแล้ว หลักใหญ่ที่สำคัญมากคือ หลักแห่งการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมที่เน้นถึงความสัมพันธ์เชื่อมโยง ดุลยภาพ ลำดับขั้นและไม่เร่งรีบของการพัฒนาทุกด้าน

ความสัมพันธ์เชื่อมโยง หมายถึง พัฒนาการด้านต่าง ๆ ย่อมมีความสัมพันธ์กันและกัน หากพัฒนาการด้านหนึ่งด้อยหรือพร่องไปย่อมส่งผลในทางลบเช่น เด็กๆ ที่ร่างกายพัฒนาไม่ดีพอจะส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างชัดเจน (ประสาทจอภาพของตาไม่ดี มองไม่ชัด ประสาทหูไม่ดี ฟังไม่ถนัด ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยไม่สบาย กล้ามเนื้อนิ้วและมือไม่แข็งแรง จับดินสอหรือปากกาเป็นเวลานานๆ ไม่ได้ เป็นต้น)

ในทางกลับกัน ความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายย่อมทำให้เด็กๆ มีความสามารถในการรับรู้ข้อมูลผ่านโสตต่างๆ ทั้ง 5 คือ หู ตา จมูก ลิ้นและกายได้อย่างดีเยี่ยมในการส่งต่อไปยังสมองเพื่อประมวลผลและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ถ้ารับรู้เร็วจะประมวลผลเร็ว รับรู้ช้าจะประมวลผลช้า

พัฒนาการทางสติปัญญาหรือการเรียนรู้ของเด็กๆ นั้น ไม่ได้เป็นอิสระจากพัฒนาการด้านอื่นๆ โดยนักการศึกษาและนักจิตวิทยาพัฒนาการทั่วโลกต่างค้นพบว่า การเรียนรู้ของเด็กๆ หรือบุคคลนั้นได้รับอิทธิพล มีความเชื่อมโยงหรือเป็นผลมาจากพัฒนาการด้านอื่นๆ เช่น งานวิจัยชิ้นสำคัญของ Lewis Terman ที่ศึกษาเรื่องความฉลาดของบุคคลซึ่งรวบรวมข้อมูลกว่า 30 ปีได้ข้อสรุปที่น่าสนใจว่า บุคคลที่มีระดับความฉลาด (IQ) สูงนั้นมีความมั่นคงทางอารมณ์หรือที่ปัจจุบันเรียกว่า “EQ” สูงกว่าบุคคลที่มีระดับความฉลาด (IQ) ต่ำกว่า

ดุลยภาพ หมายถึงความสมดุลหรือความเสมอกันของพัฒนาการด้านต่างๆ ประหนึ่งก้อนเค้กที่ตัดแบ่งให้เท่า ๆ กัน 4 ชิ้นโดยไม่มีชิ้นใดใหญ่หรือเล็กไปกว่าชิ้นอื่นๆ รายงานข่าวหรืองานวิจัยที่แสดงว่า เด็กไทยมากกว่า 1 ล้านคนมีสุขภาวะของจิตไม่ดีหรือสุขภาพอ่อนแอหรือไม่รู้จักเข้าสังคมย่อมเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์บ่งชี้ความไม่สมดุลของพัฒนาการของเด็กๆ ได้เป็นอย่างดี

พวกเราต้องไม่ลืมว่า พัฒนาการของเด็กๆ มีถึง 4 ด้านด้วยกันที่พวกเราจักต้องค่อยๆ ฟูมฟัก ประคองและพัฒนาไปพร้อมๆ กัน สำหรับลูกๆ ของเรา สิ่งที่ต้องพัฒนาไม่ใช่เพียงแค่พัฒนาการด้านสติปัญญาแต่ต้องทำด้านอื่นๆ ควบคู่กันไปไม่ว่าจะเป็นด้านอารมณ์ -จิตใจให้มีความมั่นคงแข็งแรง (Emotional Intelligence) ด้านร่างกายที่ไม่ใช่แค่เพียงส่วนสูงและน้ำหนักแต่รวมถึงกำลัง (Power) ความรวดเร็ว (Speed) ความคล่องแคล่วว่องไว (Agility) ความทนทาน (Stamina) และการประสานสัมพันธ์ของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายที่เหมาะสมตามวัย เช่น ตา-มือ (Eye-Hand Coordination) เป็นต้น

ด้านสังคมที่ไม่ใช่แค่เพียงอยู่กับพ่อแม่ผู้ปกครองของตนเองแต่รวมถึงความสามารถในการเข้าสังคมใหม่ๆ มีเพื่อนใหม่ที่ไม่จำเป็นจักต้องมีความฉลาดเฉลียวเท่าๆ กับลูกของเรา

ความสัมพันธ์เชื่องโยงของพัฒนาการทั้ง 4 ด้านนี้เสมือนด้านสีต่างๆ ของรูบิคที่มีแกนร่วมกัน เวลาที่จะทำให้สีต่างๆ ทั้ง 6 ไม่ว่าจะเป็นแดง เหลือง เขียว น้ำเงิน ส้มและขาวครบทั้ง 6 นั้นจำเป็นที่จะต้อง “ครบพร้อมๆ กัน” ถึงจะทำให้เด็กๆ นั้นมีพัฒนาการที่สมวัยและมีดุลยภาพของพัฒนาการทั้ง 4 ด้านก่อให้เกิดความภูมิใจในตนเองและความสุขที่เกิดจากความเต็มเปี่ยมและดุลยภาพแห่งพัฒนาการ

หาไม่แล้ว ความพร่องของดุลยภาพแห่งพัฒนาการจะทำให้บุคลิกภาพของเด็กๆ ในวัยโตเสียไปและไม่สามารถที่จะชดใช้ เรียกคืนหรือย้อนกลับมาได้ “การเสียดุล” แห่งพัฒนาการทั้ง 4 ด้านของเด็กๆ จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อบุคลิกภาพที่รุนแรงในวัยผู้ใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามข้อเสนอหรือคำเตือนของนักทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการผู้เลื่องชื่ออย่าง Erik Ericson และ Jean Piaget

ลำดับขั้น หมายถึงเด็ก ๆ ต้องการการพัฒนาจากง่ายไปสู่ยาก จากรูปธรรมไปสู่นามธรรม จากสิ่งของไปสู่ภาษา (Pestalozzi’s “Things before Words, Concrete before Abstract” และ Havigshurst’s Developmental Tasks) ลำดับขั้นของพัฒนาการไม่ได้หมายถึงเฉพาะขั้นต่างๆ ของแต่ละพัฒนาการเท่านั้นแต่หมายรวมถึงการพัฒนาในแต่ละด้านว่า มีลำดับขั้นที่ไม่เท่ากันหรือพร้อม ๆ กันในแต่ละช่วงอายุ

สำหรับเด็กเล็ก พัฒนาการทางกาย (เจริญเติบโตทั้งส่วนสูงและน้ำหนัก การเคลื่อนไหวจากนอนหงายสู่พลิกคว่ำ เริ่มคืบและคลาน ก่อนที่จะเกาะยืน เดิน วิ่งและกระโดด) จะเห็นได้ชัดเจนและตามมาด้วยพัฒนาการทางอารมณ์ (เรียนรู้ที่จะแสดงออกซึ่งอารมณ์ต่างๆ ด้วยสายตา ใบหน้าและร่างกาย) พัฒนาการทางสังคม (ต้องการอยู่กับผู้คนรอบข้าง เล่นขนานไปกับเพื่อน ๆ วัยเดียวกันแต่ยังไม่เล่นด้วยกัน รู้จักการทักทาย สนทนา สื่อสาร แบ่งปันสิ่งของ เป็นต้น) พัฒนาการทางจิตใจ (แจ่มใส เบิกบาน มีสมาธิ) และตามมาด้วยพัฒนาการทางสติปัญญาในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ รอบข้างทั้งในบริบทธรรมชาติและในชั้นเรียน

การส่งเสริมหรือเน้นหนักในการพัฒนาแต่ละด้านย่อมต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวัยว่า พัฒนาการด้านนั้นสอดคล้องกับอายุของเด็กๆ หรือไม่ อย่างไร หากสลับสับเปลี่ยนขั้นของพัฒนาการโดยไม่เหมาะสมแล้ว ย่อมทำให้เด็ก ๆ มีความบกพร่องต่อพัฒนาการที่ยากในการเรียกกลับคืนมาได้ ลำดับขั้นของการพัฒนาที่ผิดเพี้ยนกลับหัวกลับหางกันจะทำให้ พ่อแม่ผู้ปกครองเสียเวลาและเงินทองไปอย่างมากมาย แต่สิ่งที่สูญเสียไปโดยไม่อาจจะเรียกคืนหรือซื้อคืนมาได้ก็คือ พัฒนาการที่บกพร่องของเด็กๆ ที่เปรียบเสมือนสายน้ำที่ไม่ไหลกลับ

เมื่อพ้นวัยในการเจริญเติบโตไปแล้ว ความสูงใหญ่และสมส่วนของร่างกายก็ไม่อาจจะสามารถซื้อหาหรือส่งเสริมได้

เมื่อพ้นวัยของความอยากรู้อยากเห็นและจินตนาการไปแล้ว ความรู้ที่ได้จากแบบฝึกหัดและการท่องจำก็ไม่สามารถทดแทนคุณค่าของจินตนาการที่เหนือกว่าความรู้ได้

เมื่อพ้นวัยแห่งความสุขและเสียงหัวเราะ รูปร่างหน้าตาสละสลวยสวยงามก็ไม่มีเสน่ห์เทียบเคียงกับรอยยิ้มที่เบิกบานได้

เมื่อพ้นวัยแห่งความบริสุทธิ์และสวยงามของชีวิต แก้วแหวนเงินทองหรือฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมก็ไม่สามารถคลายความเหงาของดวงจิตและยกระดับแห่งจิตใจให้สูงส่งได้ตามต้องการ

เมื่อพ้นวัยแห่งเพื่อนพ้องไปแล้ว สติปัญญา ความสามารถและทุกสิ่งอย่างที่มีอยู่ก็ไม่สามารถทดแทนเพื่อนรักสักหนึ่งคนได้

เมื่อเด็ก ๆ เติบใหญ่ด้วยความพร่องของพัฒนาการที่ไม่เป็นไปตามลำดับขั้น ต่อให้คุณพ่อแม่ผู้ปกครองมีเพชรนิลจินดาหรือเงินทองสักกี่พันชั่ง ก็ไม่สามารถซื้อหาพัฒนาการที่สูญเสีญไปไม่ว่าจะเป็นที่เทสโก้โลตัส เซ็นทรัลชิดลม สยามพารากอนหรือแฮร์รอดส์

ไม่เร่งรีบ หมายถึงการใช้เวลาอย่างเหมาะสมในการบ่มเพาะ พัฒนาและคลี่คลายปมต่างๆ ของเด็กๆ แต่ละคนเพื่อให้การเจริญเติบโตและผลิดอกออกผลต่างๆ เกิดขึ้นในเวลาอันควร ไม่เร่งรัดและรีบร้อนจนเกินไป ไม่เช่นนั้น จะเกิดอาการบาดเจ็บหรือเสียหายกับสิ่งที่พวกเราเน้นหนักในการพัฒนามากเกินควร (Overloaded)

สำหรับพัฒนาการด้านร่างกายกับกิจกรรมทางกายนั้นจะเห็นได้ชัดกว่าพัฒนาการด้านอื่นๆ หากกิจกรรมทางกายไม่เหมาะสมกับพัฒนาการทางกายของเด็กๆ แล้วจะพบว่า เด็ก ๆ ทำไม่ได้ เช่นการกระโดดสองขาพร้อมกันสำหรับเด็กเล็ก หรือเกิดอาการบาดเจ็บขึ้น เพราะกล้ามเนื้อเมื่อยล้า อักเสบหรือฉีกขาด อย่างไรก็ตาม ร่องรอยของอาการบาดเจ็บหรือเสียหายของพัฒนาการด้านสติปัญญาหรือการเรียนรู้นั้น “ลับ ลวง พราง” สายตาของพ่อแม่ผู้ปกครองเป็นอย่างมาก สิ่งที่น่าเป็นห่วงสำหรับอาการ “Overloaded” จากการจัดให้ จัดเต็มและจัดหนักของพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีต่อเด็กๆ นั้น ไม่ใช่ด้านร่างกาย อารมณ์-จิตใจและสังคม แต่เป็นด้านสติปัญญา

พวกเราลองนึกภาพ “สมอง” ว่าเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่หรือกิจกรรมด้านสติปัญญาไม่ว่าจะเป็นการรับรู้ แปลความหมาย จำ คิด จินตนาการในรูปแบบต่างๆ สร้างสรรค์ สั่งและประมวลผลข้อมูลย้อนกลับจากอวัยวะต่างๆ ที่ปฏิบัติงานตามที่สมองได้สั่งการออกไปทุกๆ เศษเสี้ยวของวินาที จึงไม่น่าแปลกที่จะพบว่า สมองเป็นอวัยวะที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกายของเรา

ยามที่เด็กๆ เข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ สมองจะตื่นตัว ทำงาน เหนื่อย เมื่อย ล้า อาการเครียดเป็นสัญญาณบ่งบอกว่า “สมอง” ต้องการการพักผ่อนจึงต้องทำงานน้อยลงหรือหยุดทำงานชั่วขณะเพื่อพักฟื้นหรือซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือเปลี่ยนกิจกรรมจากการจำเป็นการคิดหรือเป็นจินตนาการ เป็นภาษาอื่นๆ เป็นดนตรี เป็นจังหวะ เป็นภาพวาด เป็นต้น

การบีบอัดข้อมูลให้เด็กๆ จำในสิ่งที่พวกเราคิดว่า ควรรู้หรือต้องรู้ (แต่ไม่รู้ว่า ณ เวลาใดหรือขวบปีใดของชีวิตจึงจะเหมาะกับพัฒนาการของลูกๆ ในขณะนั้น) นั้นจะพบแต่เพียงภาพลวงตาอันมหัศจรรย์ว่า เด็กๆ จำได้อย่างไรกับข้อมูลที่ดูเหมือนว่า ยากและมากมายเหลือเกินแม้กระทั่งสำหรับผู้ใหญ่อย่างพวกเรา

ความมหัศจรรย์ดังกล่าวกลายเป็นตัวบ่งชี้ “ความฉลาดล้ำ” ของเด็ก ๆ ที่พ่อแม่ผู้ปกครองต้องการให้เกิดขึ้นกับลูกๆ ทุกๆ คน ยิ่งเด็ก ๆ จำได้มากเท่าไร ไม่ว่าจะเป็นวิชาใดหรือเรื่องใด ก็จะเป็นที่ปลาบปลื้มของพ่อแม่ผู้ปกครองเท่านั้นว่า ลูกๆ ของฉันเก่งและรักเรียน หลายๆ ครั้งที่เด็กๆ “จำ” คำตอบของคำถามที่เคยผ่านตาและฝึกฝนมานับร้อยพันครั้ง ก็ไม่ได้เป็นเรื่องเสียหายหรือประหลาดใจของพ่อแม่ผู้ปกครองที่พยายามอธิบายเข้าข้างตนเองว่า “จำไปก่อน เดี๋ยวก็จะเข้าใจเอง” หรือ “หากไม่จำ จะนำข้อมูลอะไรเป็นวัตถุดิบไปคิดต่อ”

สิ่งที่พวกเราได้เห็นและได้ยินจากเด็กๆ นั้นเราเห็นและได้ยินจริงๆ เพียงแต่สิ่งที่เห็นและได้ยินนั้น น่าเสียดายที่มันไม่จริง

การจำโจทย์ วิธีการ และคำตอบเหล่านี้ไม่ได้สะท้อน หรือเป็นเครื่องบ่งชี้ “การเรียนรู้” หรือ “ฉลาดล้ำ” ของเด็กๆ แต่ประการใด ไม่ว่าเด็กๆ จะชนะเลิศและได้รางวัลจากเกมโชว์ทางทีวีสักกี่พัน(ธุ์)แท้ กี่หมื่นหน้าหรือแสนเศรษฐี จะมีสักกี่มากน้อยที่จะได้ประโยชน์จาก “เกมความจำ” ยามเติบใหญ่เมื่อข้อมูลต่าง ๆ สามารถค้นหาได้ใกล้แค่ปลายนิ้วและไกลแค่จอไอแพ็ดหรือขอบฟ้าแห่งกาแล็คซี่โน๊ต?

การเรียนรู้ผ่านการจำและแบบฝึกหัดนั้นทุกสิ่งทุกอย่างถูกจัดเตรียมจัดฉากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้เฉพาะ “คำตอบที่ถูก” และไม่เคยจะรู้หรือยอมรับได้ถึง “การไม่รู้” “ตอบไม่ได้” หรือ “คะแนนที่ไม่เต็มร้อย”

จากนาทีเป็นชั่วโมง จากชั่วโมงเป็นวัน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี จากวัยเยาว์สู่วัยเติบใหญ่นั้นมาพร้อมๆ กับปรากฎการณ์ที่นักทฤษฎีจิตวิทยาพัฒนาการนามกระเดื่องของโลก “Jean Piaget” ขนานนามว่า “ความเฉื่อยชาต่อการเรียนรู้” (Learning Passitivity) ที่กำลังคืบคลานเข้าครอบงำชีวิตของเด็กๆ อย่างช้าๆ และไม่เร่งรีบให้พวกเราตื่นตัว ฉุกคิดหรือสังเกตเห็น

ความจริงที่ทุกคนต่างทราบดีก็คือว่า ความไม่รู้ในวัยเด็กไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่โตอะไรมากมาย แต่ความไม่อยากรู้ในวัยเยาว์คือระเบิดเวลาที่กำลังเดิน ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก ติ๊ก ต๊อก ในทุกขณะรอวันที่จะ “บึม” และทำลายล้างทุกสิ่งอย่างแม้กระทั่งชีวิตของเด็กๆ หากความเร่งรีบด้วย “น้ำขึ้นให้รีบตัก” ก่อให้เกิด Overloaded ของพัฒนาการด้านสติปัญญาและนำไปสู่ “ความเฉื่อยชาต่อการเรียนรู้” แล้ว สุภาษิตที่ว่า “ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม” และ “กรุงโรมไม่ได้สร้างขึ้นภายในวันเดียว” น่าจะเหมาะสมกว่า โดยปล่อยให้พัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กๆ ค่อยๆ ก่อรูปเกิดร่างที่สวยงามและคำนึงถึงความเชื่อมโยง ดุลยภาพและลำดับขั้นของการพัฒนาควบคู่กันไปตลอดเวลา

ด้วยความรู้และความเข้าใจในพัฒนาการและหลักแห่งองค์รวมทั้ง 4 ประการคือ ความสัมพันธ์เชื่อมโยง ดุลยภาพ ลำดับขั้นและไม่เร่งรีบ หวังว่า จะทำให้ความพยายามในการอบรม เลี้ยงดูและสั่งสอนของพวกเราประสบความสำเร็จภายใต้บรรยากาศและความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสมาชิกทุกๆ ท่านนะครับ

ดร.นิพัทธ์ อึ้งปกรณ์แก้ว

กรรมการผู้จัดการ บริษัท คลับอะคาเดเมีย จำกัด

Recent Posts
Archive
Follow Us
  • Facebook Basic Square

Call

Tel  : 02-652-0806, 081-958-0085

Fax : 02-652-0807

Club Academia Thailand l Education Services

กรุงเทพมหานคร  ประเทศไทย l Bangkok, Thailand