วิถีสู่สุดยอดพ่อแม่นักกีฬา

     

 

      หลายวันก่อนผมยืมหนังสือชื่อ 101 ways to be a terrific sports parent: Making athletics a positive experience for your child แต่งโดย Dr. Joel Fish and Susan Magee ในปี 2003 จากห้องสมุดของโรงเรียนนานาชาติ

โชรว์เบอรี่ กรุงเทพ อ่านแล้ววางไม่ลงด้วยความที่ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้จบปริญญาเอกด้านจิตวิทยาการกีฬาและทํางานด้านนี้มาหลายสิบปี ตลอดจนมีลูกๆ 2 คนที่เล่นกีฬา รวมทั้งการให้คําปรึกษาแก่พ่อแม่นักกีฬาจํานวนมากมายหลากหลายสาขาอาชีพ จึงทําให้ ดร.โจเอล ฟิช รู้จักกีฬา เข้าใจพ่อแม่ และเขาถึงเด็กๆ ผู้เล่นกีฬาได้อย่างลุ่มลึกและรอบด้านมากๆ 

               

     ตัวผมเองก็เรียนจบปริญญาเอกด้านการจัดการกีฬา มีประสบการณ์ด้านโอลิมปิกศึกษาบ้าง และมีลูกๆ 2 คนเล่นกีฬาทั้งในโรงเรียนและสโมสรกีฬาภายนอก จึงเห็นคุณประโยชน์ของการกีฬาที่ไม่เพียงจะเสริมสร้างโครงสร้างและสมรรถนะร่างกาย (ทักษะกีฬา--sport body) และสติปัญญาในการแก้ไขสถานการณ์ภายใต้กฎกติกาที่กําหนดไว้ชัดเจน (เทคนิคกีฬา--sport mind) แต่ยังเน้นไปที่การขัดเกลาจิตใจ (จิตวิญญาณกีฬา--sport spirit) ของผู้เล่นกีฬาซึ่งอาจรวมเรียกว่า Sportmanship (ความเป็นนักกีฬา) 

 

     Sportmanship ดังกล่าวนี้ คือของขวัญชิ้นโตที่พ่อแม่นักกีฬาทุกคนสามารถที่จะปลูกฝังให้ลูกๆ มีหลักสําคัญในการดําเนินชีวิต การตัดสินใจ การยับยั้งชั่งใจและฟันฝ่าอุปสรรคขัดขวางน้อย ใหญ่ สิ่งยั่วยวนหลากหลาย รวมทั้งทางเบี่ยงเบนทั้งหลายให้สําเร็จและสวยงาม สมมาดปรารถนาของพวกเราที่เป็นพ่อแม่ทุกๆ คน  

 

     Sportmanship เสมือนเป็น “ภูมิคุ้มกันในตนเอง” ซึ่งเป็นหนึ่งองค์ประกอบหลักของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช) หรือ GRIT หรือ Executive Function (ทักษะการคิดเพื่อความสําเร็จของชีวิต) ที่มีรากฐานจากงานวิจัย Marshmallow Test (Standford Marshmallow Experiment) ของ Prof. Walter Mischel 

               

     โดยเหตุนี้ ผมจึงต้องขออนุญาต ดร.โจเอล ฟิช มา ณ ที่นี้ ในการถอดความและเรียบเรียง ให้เพื่อนๆ ที่อยู่ในวัยเดียวกันและมีลูกๆ เล่นกีฬาหรือต้องการจะให้เล่นกีฬาได้พินิจความคิด ทฤษฏี และประสบการณ์ของบรรดาผู้เชี่ยวชาญ   แล้วกลับมาพิจารณาหาแนวทางการส่งเสริมการเล่น กีฬาที่ “เหมาะสม” กับลูกๆ และครอบครัวของเราเอง ทั้งนี้ก็เพื่อประโยชน์และความสุขของลูกๆเรา และครอบครัวของพวกเราเป็นเบื้องต้นและประโยชน์ต่อประเทศชาติ (“กีฬาสร้างคน   คนสร้างชาติ” => “เล่นกีฬาให้ติดทีมชาติ” => “เล่นทีมชาติเพื่อเกียรติภูมิของชาติ”) เป็นเบื้องปลาย โดยขอเริ่มเนื้อหาต่างๆ ที่น่าสนใจดังต่อไปนี้  

 

     ในปีคริสตศักราช 2013 จํานวนเด็กสหรัฐอเมริกา อายุ 6-17 ปีทั้งชาย-หญิงที่เล่นกีฬามีมากถึง  40 ล้านคน แต่ที่น่าเศร้าก็คือว่านักกีฬาเยาวชนเหล่านี้กว่า 12 ล้านคน (ร้อยละ 30) กลับเลิกเล่นกีฬาเมื่ออายุเพียง 13 ปีเท่านั้นเอง !?! 

 

     ข้อเท็จจริงที่อาจสร้างความประหลาดใจก็คือว่า ปัจจัยที่ทรงอิทธิพลสุดที่จะทําให้นักกีฬา เยาวชน 40 ล้านคนนี้ ชอบหรือเกลียดการเล่นกีฬาคือ พวกเราที่เป็นพ่อแม่นั่นเอง ไม่ใช่ใครอื่น พฤติกรรมของพวกเราทั้งที่เปิดเผย (ต่อหน้าธารกํานัล) และลับหลัง (กับลูกๆสองต่อสอง) ตลอดจนทัศนคติของพวกเราต่างหากที่ส่งผลโดยตรงต่อการรับรู้ของเด็กๆ 

 

     สําหรับเด็กๆ แล้ว ความรู้สึกว่า “พ่อแม่ภูมิใจในตัวฉัน” เป็นความสุดยอดที่มีค่ายิ่งกว่าคําชมใดๆ ของโค้ชหรือเพื่อนๆ ในทางกลับกัน เมื่อไรก็ตามที่เด็กๆ เกิดความคิดว่า “พ่อแม่จะรักมากขึ้น หากเราเล่นกีฬาได้ดีขึ้นหรือชนะการแข่งขัน” แล้ว กีฬาก็จะเริ่มไม่สนุกอีกต่อไป การที่เด็กๆ กว่า 12 ล้านคนเลิกเล่นหรืออยากจะเลิกเล่นก็เพราะว่าความสนุกของการเล่นกีฬานั้นหายไป

 

     โดยเหตุนี้ พ่อแม่นักกีฬาที่เข้าใจ ตระหนักและส่งเสริมให้ลูกๆ เล่นกีฬาอย่างมีความสุข จึงมีความสําคัญมากๆ 

     

     ในการเล่นกีฬานั้น  แม้ว่าเราจะไม่สามารถกําหนดกฎเกณฑ์อะไรต่างๆ ได้ ไม่สามารถที่จะสมหวังในทุกๆ ครั้ง   และไม่สามารถที่จะหาซื้อประกันที่ไหนที่จะทําให้ลูกๆ ได้รับแต่ประสบการณ์ด้านดีๆ จากเล่นกีฬา แต่สิ่งที่เราพอจะทําให้ลูกๆ เราได้อย่างแน่นอนก็คือ การขวนขวายหาความรู้ และมีความเข้าใจที่ถูกต้องกับสิ่งที่ลูกๆ กําลังเผชิญในการเล่นกีฬา   ไม่ว่าจะเป็นทางกายหรือ อารมณ์ต่างๆ พวกเราสามารถที่จะจัดหาหรือจัดเตรียมสรรพสิ่งที่ลูกๆ ต้องการมากที่สุดซึ่งไม่ใช่อุปกรณ์กีฬาที่ใหม่ที่สุดหรือแพงที่สุด สิ่งที่ลูกๆ ต้องการที่พ่อแม่ทุกๆ คนไม่ว่าจะมีฐานะทาง เศรษฐกิจหรือการศึกษาจะสูงตํ่าอยางไร  ก็คือความรักที่ไม่มีเงื่อนไขตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น  ความสนับสนุน  ข้อแนะนําและกําลังใจให้แก่พวกเขาได้เล่นกีฬากันอย่างสนุกสนานปีแล้วปีเล่า

 

     หากพวกเราทําได้เพียงเท่านี้ ทุกคนก็จะชนะอย่างแน่นอน 

         

     สิ่งสําคัญที่พ่อแม่นักกีฬาควรจะสนใจศึกษาและลองปฏิบัติ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและส่งเสริมให้ลูกๆ เล่นกีฬาเพื่อประโยชน์และความสุขแก่ตัวพวกเขาเองทั้งการเล่นในปัจจุบันและอนาคตอีกยาวนานมีด้วยกัน 10 เรื่องพร้อมข้อเสนอแนะในการปฏิบัติจํานวน 101 ที่จะตอบข้อสงสัยในทุกๆ เรื่องให้แก่พวกเราได้เป็นอย่างดีดังนี้ 

 

     เรื่องที่หนึ่ง เข้าใจถึงความสําคัญของพวกเราในฐานะผู้ทรงอิทธิพลสูงสุดต่อความสําเร็จในการเล่นกีฬาของลูกๆ

 

     เด็กๆ ต้องการให้พวกเราเข้าใจถึง ความกดดันและสิ่งท้าทายที่พวกเขาจะต้องประสบในสนามกีฬา รวมทั้งแรงกดดันให้ได้ชัยชนะที่ได้รับจากพ่อแม่ (ที่หลายคนไม่เคยเล่นและรู้จักกีฬาที่ลูกๆ กําลังเล่นกันอยู่เลย) พวกเขาอยากให้พวกเรารู้ว่า อะไรคือแรงจูงใจและสิ่งปรารถนาที่ต้องการในการเล่นกีฬา จงทําให้เด็กๆ รู้ว่าพวกเรารักพวกเขาอย่างไม่มีเงื่อนไขใดๆทั้งสิ้น

 

     แม้ว่าพวกเราจะรู้อยู่แก่ใจเป็นอย่างดีว่า ความรักและความปรารถนาดีที่มีต่อลูกๆ นั้นจะไม่ต้องการผลตอบแทนและไม่มีที่สิ้นสุดก็ตาม  แต่จริงๆ แล้ว ลูกๆ ของพวกเราไม่รู้ในข้อนี้   พวกเขารับรู้จากการแสดงออกของพวกเราแต่เพียงว่าพ่อแม่กําลังโกรธ ไม่เห็นด้วยหรือผิดหวัง โดยจะคิดไปเองว่า “พ่อโกรธมาก เพราะฉันทําให้เขาผิดหวัง พ่อคงไม่รักฉันอีกแล้ว!”

 

     จงยํ้ากับพวกเขาเสมอๆ ว่า “เป็นสิ่งวิเศษมากที่ลูกชนะ แต่ถึงลูกจะแพ้หรือพลาดไป ลูกก็ยังคงเป็นที่หนึ่งของแม่อยู่ดี” 

 

     อย่างไรก็ตาม ต้องเตือนตนเองเสมอๆ ไม่ให้ “ลํ้าเส้น” โดยเด็ดขาด โดยพยายาม “เป่านกหวีด” ในเรื่องต่างๆ เช่น (ก) คุยเรื่องกีฬามากกว่าเรื่องของตัวลูกเอง (ข) วิพากย์วิจารณ์โค้ชเสมอๆ (ค) ทําตัวเสมือนเป็นโค้ชเสียเอง (ง) เตือนให้ลูกๆ ฝึกซ้อมตลอดเวลา (จ) เกิดอารมณ์ร่วมในการเล่นกีฬามากกว่าลูกๆ (ฉ) ได้รับคํายกย่องชมเชยจากความสําเร็จของลูกๆ (ช) เชื่อมั่นว่าหากลูกๆ พยายามมากขึ้น ฝึกซ้อมมากขึ้น พวกเขาจะต้องประสบผลสําเร็จอย่างแน่นอน และ (ซ) ไม่ฟังว่าเด็กๆ อยากจะคุยอะไรกับพวกเรา 

               

     ที่สําคัญ พวกเราต้องไม่ลืมที่จะเตือนตนเองเสมอๆ ว่า “ลูกของฉัน ไม่ใช่ตัวของฉัน” อย่าเอาความฝันของเราไปฝังในสมองของลูกๆ อย่ากําหนดเป้าหมายให้ลูกๆ เดินตามทางที่ขีดเส้นไว้ให้ พวกเราต้องไม่ลืมว่าเด็กๆ ย่อมมีความฝันและเป้าหมายของตนเอง ความฝันย่อมสวยงามเสมอ หากเป็นความฝันของพวกเขา เป้าหมายจะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจสุดๆ หากเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะไขว้คว้า

 

     เรื่องที่สอง ตระหนักว่าการแข่งขันซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักหนึ่งของการเล่นกีฬานั้น ไม่ได้ดีหรือไม่ดีโดยตัวของมันเอง สําคัญอยู่ที่ว่าเราจะสอนให้ลูกๆ เรียนรู้เรื่องราวต่างๆ ของการแข่งขันให้ประสบความสําเร็จได้อย่างไร?         

     หากเด็กๆ เล่นกีฬาด้วยความคิดว่า “การชนะคือ เรื่องสําคัญสุดของการเล่นกีฬา” หรือ “ต้องเอาชนะไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม” การแข่งขันยอมมีแต่จะนําประสบการณ์อันเลวร้ายและขมขื่นมาสู่ลูกๆ ของเรา แต่หากเมื่อใดก็ตามที่เด็กๆ เล่นอย่างเมามันและเต็มที่สุดๆ ด้วยความสนุกสนาน การแข่งขันจะมีแต่ความทรงจําดีๆ อย่างแน่นอน 

           

     เรื่องที่สาม ยอมรับความจริงว่า การฝึกซ้อมอย่างหนักไม่ใช่หนทางเดียวสู่ความสําเร็จ   

     การที่เด็กๆ เล่นไม่ค่อยดี อาจจะเป็นเพราะขาดเทคนิคหรือมีอาการบาดเจ็บบางอย่าง ซึ่งบางครั้งพวกเราก็อย่าคิดไปเองว่า เด็กๆ จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ หรือพวกเขาได้รับความสนใจจากโค้ชเท่าๆ กับเพื่อนๆ ของเขา

              

     หากบังเอิญต้องเจอกับสถานการณ์เศร้าๆ แบบนี้ สิ่งที่ไม่ควรทําอยางยิ่งคือ (ก) การซํ้าเติมลูกๆ (ข) ให้กําลังใจจนเกินไป (ค) ใส่ความว่าที่เป็นเช่นนี้เพราะลูกๆ ถูกคนอื่นรังแก (ง) การเพิกเฉยไม่ยินดียินร้ายกับความรู้สึกใดๆ ของลูกๆ   สิ่งที่ควรทําก็คือ  (ก) ใช้เหตุผลในการหาวิธีปรับปรุง โดยอาจจะเน้นที่ความตั้งใจและเว้นไม่พูดถึงผลลัพธ์ (ข) เปลี่ยนมุมมองให้ผ่อนคลาย เช่น หากไม่ได้ลงเล่นกีฬาชนิดนี้ ก็เป็นเรื่องดีที่จะมีเวลาไปลองเล่นกีฬาอื่นๆ หรือกิจกรรมอื่นๆ

 

     เรื่องที่สี่ ควรหรือไม่ควรให้ลูกเล่นกีฬาเฉพาะ (ชนิดเดียว) และเมื่ออายุเท่าไร? 

     หลายสิบปีก่อน เด็กๆ เล่นกีฬาตามฤดูกาล เช่น เล่นฟุตบอลในเดือนนี้และเปลี่ยนไปเล่นอย่างอื่นๆ ตามฤดูกาลที่เปลี่ยนไป ในปัจจุบันเด็กๆ สามารถที่จะเล่นกีฬาเฉพาะอย่างเดียวได้ตลอดทั้งปี 

               

     คําถามสําคัญที่พ่อแม่อาจจะไม่เคยฉุกคิดก็คือว่า “การให้เด็กๆ เล่นกีฬาเพียงชนิดเดียวนั้นดีหรือไม่? อย่างไร?”   ข้อแนะนําก็คือว่า ควรให้เด็กๆ เล่นกีฬาหลายๆ ด้านจนกระทั่งถึงอายุ 14-15 ปี จึงจะให้เล่นกีฬาเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องเพราะเหตุผลอย่างน้อย 3 ประการ ประการแรกร่างกายของเด็กที่อายุตํ่ากว่า 14-15 ปี ยังไม่พร้อมสําหรับการเล่นกีฬาเฉพาะอย่างที่ต้องใช้ร่างกายเฉพาะส่วนอย่างหนักหน่วง ประการต่อมาภาวะอารมณ์ที่ต้องการวุฒิภาวะที่สูงมาก สําหรับการเล่นกีฬาเฉพาะอย่าง ประการสุดท้ายความสนใจที่ยังไม่นิ่งของเด็กๆ ในการจะทุ่มเท เล่นกีฬาเฉพาะอย่างจริงจังและยาวนาน

               

     ทั้งนี้ อย่าฟังเหตุผลผิดๆ ในการให้เด็กๆ เล่นกีฬาเฉพาะอย่าง เช่น (ก) หากตัดสินใจเลือกช้า ก็กลัวว่าลูกๆ จะเสียเปรียบคนอื่นๆ (ข) เกรงว่าจะสูญเสียโอกาสทอง และ (ค) ต้องการให้ลูกๆ เป็นดาวดวงเด่นตั้งแต่ยังเล็กๆ ข้อเท็จจริงสําหรับการเลือกเล่นกีฬาเฉพาะอย่างตั้งแต่เล็กๆ กับการประสบความสําเร็จในระยะยาวก็คือว่า (ก) นักกีฬาชั้นเลิศไม่ได้เลือกเล่นกีฬานั้นๆ ตั้งแต่ตัวเล็กๆ (ข) ความสนใจและทัศนคติในช่วงวัยเยาว์ไม่ใช่เหตุผลที่ดีของการเลือกที่จะเล่นกีฬาเฉพาะอย่างนั้นๆ เลย (ค) “เฉพาะอย่าง” หมายรวมถึง ทางเลือกที่น้อยลงไปเรื่อยๆ ที่จะสนุกกับเล่นกีฬาอื่นๆ เมื่อ โตขึ้น (ง) การเล่นกีฬาที่หลากหลายจะส่งเสริมทักษะการเคลื่อนไหวที่สําคัญได้ครอบคลุม มากกว่าการเล่นกีฬาเฉพาะอย่าง (จ) เด็กส่วนใหญ่ชอบความหลากหลายและแปลกใหม่ (ฉ) เด็กจะพัฒนาทักษะเฉพาะทางได้ดีจากการเล่นกีฬาที่หลายชนิดไปพร้อมๆ กัน

               

     อย่างไรก็ตาม หากจําเป็นก็ต้อง “ยอม” ให้ลูกเล่นกีฬาชนิดเดียวที่ต้องการ แต่ต้องระมัดระวังผลข้างเคียงต่างๆ ให้ดี โดยมีข้อแนะนําที่ฟังดูอาจจะแปลก แต่จะส่งผลดีในระยะยาวต่อลูกๆ ก็คือ ให้เด็กๆ หยุดเล่นกีฬาบ้างสักระยะ ไม่ว่าเด็กๆ จะต้องการหรือไม่ก็ตาม 

           

     เรื่องที่ห้า สร้างสัมพันธภาพที่ดีต่อโค้ชเพื่อประโยชน์และความสุขของลูกๆ

     มองหาโค้ชที่ดีที่สุดสําหรับลูกเรา ไม่ใช่โค้ชที่เก่งที่สุด โดยประเมินโค้ชในมิติต่างๆ ด้วยการ (ก) สังเกตุพฤติกรรมของโค้ช (ข) แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพ่อแม่อื่นๆ (ค) สัมภาษณ์โค้ชโดยตรง (ง) พิจารณาว่าโค้ชเปิดใจรับฟังเรื่องบุคลิกภาพและการเล่นกีฬาของลูกเราหรือไม่? อย่างไร? (จ) ถามความรู้สึกลึกๆ ของตนเองว่าจะใช่คนนี้หรือไม่สําหรับลูกเรา? (ฉ)   ประเมินเป็นประจํา ไม่ใช่ครั้งเดียวจบ

               

     เมื่อได้โค้ชที่ดีสําหรับลูกแล้ว ก็จงปฏิบัติต่อโค้ชเหมือนครูของลูก และสอนลูกๆ ในการเริ่มต้นพูดคุยกับโค้ชโดยตรงด้วยตัวเอง ตลอดจนร่วมมือกับโค้ชในกระบวนการคัดเลือก (นักกีฬาเขาทีม) ให้เกิดเป็นประสบการณที่ดีๆ แก่ลูก

 

     เรื่องที่หก บ่มเพาะบรรยากาศเชิงสร้างสรรค์ของนักกีฬาพี่น้อง หรือญาติมิตรกัน

     ก่อนอื่นพวกเราต้องเข้าใจว่า เด็กๆ ที่เป็นญาติกันจะแข่งขันกันในเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากกีฬาด้วย จึงจําเป็นต้องหาทางสร้างบรรยากาศการแข่งขันในเชิงบวก แต่ไม่ใช่การยกเลิกหรือ หยุดการแข่งขันไปเลย การแข่งขันย่อมเร้าให้เกิดอารมณ์รุนแรงได้โดยง่าย แม้แต่กับพวกเราเอง โดยเหตุนี้จึงควรที่จะหาทางสอนเด็กๆ ในการแสดงออกทางพฤติกรรมให้เหมาะสมยิ่งขึ้น ไม่ใช่การปฏิเสธหรือกดและควบคุมอารมณ์ไม่ให้เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นการฝืนธรรมชาติและทําไม่ได้ในที่สุด

 

     สัญญาณเตือนภัยต่างๆ ที่จะนําไปสู่การแข่งขันในทางลบระหว่างกัน เช่น (ก) การพูดจาเยาะเย้ย หรือถากถางทั้งก่อน ระหว่างและภายหลังการแข่งขันแม้ว่าจะจบไปนานแล้วก็ตาม (ข) ใช้ความรุนแรงทางกาย เช่น การตีและต่อย หรือพฤติกรรมอื่นๆ ที่ไม่เหมาะสม (ค) มีคนใดคนหนึ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันกันครั้งใด จะมีผลงานที่แย่กว่าปรกติมาก (ง) บุคลิกภาพเปลี่ยนไปอยางชัดเจน (จ) นิสัยการกิน การเล่นและความสนใจสิ่งต่างๆ ที่แปรเปลี่ยน (ฉ) บ่นเรื่องบาดเจ็บทางกายเพื่อเป็น ข้ออ้างในการไม่ลงแข่งขัน (ช) ความขัดแย้งต่อเนื่องระหว่างกัน (ซ) หลีกเลี่ยงที่จะไม่ลงเล่นกีฬากับญาติคนนั้นๆ ทั้งที่เป็นกีฬาโปรดของตนก็ตาม

               

     กฎกติกา 5 ข้อสําหรับความเป็นนักกีฬาระหว่างญาติกันคือ ประการแรกยอมรับกติกาของการแข่งขันอย่างเคร่งครัด ทุกคนต้องเล่นในเกมส์ไม่แข่งกันนอกเหนือการแข่งขัน ประการที่สองหากเป็นผู้ชนะต้องสง่างาม ประการที่สาม   หากเป็นผู้แพ้ต้องรู้จักแพ้ ประการที่สี่ไม่ล้อชื่อ หรือเน้นที่ตัวบุคคลเป็นอันขาด พูดคุยเรื่องพฤติกรรม ไม่เอ่ยเฉพาะชื่อคนใดคนหนึ่ง ประการที่ห้าต้องจบเกมส์การแข่งขันอย่างเหมาะสมไม่เอาผลของการแข่งขันออกมาต่อนอกสนาม

           

     เรื่องที่เจ็ด เตรียมใจให้พร้อมรับสถานการณ์ “บาดเจ็บ” ทั้งทางกายและอารมณ์ของเด็กๆ

     พวกเราอย่าเพิ่งไปคิดว่ากีฬาประเภทที่ไม่มีการปะทะจะไม่มีการบาดเจ็บเกิดขึ้น และควรจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่อาจจะเกิดขึ้นสําหรับกีฬาที่ลูกๆ เล่น ตลอดจนการเข้าใจถึงความเสี่ยงในการบาดเจ็บที่จะสูงขึ้นหากเด็กๆ เล่นกีฬามากขึ้น นอกจากนี้ยํ้ากับลูกๆ เสมอๆ ว่า หากบาดเจ็บ ต้องหยุดเล่น หากเด็กๆ มีอาการบาดเจ็บเรื้อรัง พวกเราต้องยอมรับภาวะอารมณ์ของเด็กๆ ให้ดีๆ

               

 

     เรื่องที่แปด ตัดสินใจที่จะ (ยอมให้) เลิกเล่นกีฬา หากไม่มีความสนุกอีกต่อไป

     พวกเราต้องไม่ลืมที่จะเตือนความจําตนเองเสมอๆ ว่า “หากว่าลูกเล่นกีฬาแล้วไม่สนุก ก็ต้องมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดพลาดไป” และบอกกับลูกๆ ให้รู้เสมอว่า พวกเขาสามารถที่จะเลิกเล่นกีฬาเมื่อไรก็ได้ โดยเปิดโอกาสเสมอๆ ให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจใดๆ ที่เกี่ยวของกับการเล่นกีฬาของพวกเขา และค้นหาเหตุผลจริงๆ ว่าทําไมลูกถึงอยากที่จะเลิกเล่นกีฬา?

               

     ที่สําคัญก็คือ การปรับเปลี่ยนมุมมองทั้งของตนเองและของลูกๆ ว่าการเลิกเล่นเป็นการเลือกที่จะไม่เล่นต่อไป และพยายามที่จะชี้ทางออกที่สวยงามในการพาลูกๆ ออกจากทีม หรือกีฬาโปรดของตนเอง

               

     เรื่องที่เก้า ส่งเสริมความภูมิใจในตนเองด้วยการเล่นกีฬา

     ความภูมิใจคือ สิ่งที่เราคิดและรู้สึกดีๆ เกี่ยวกับตัวเราเอง ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อมั่นในตนเอง อัตลักษณ์และบุคลิกภาพส่วนบุคคล ยามที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ทักษะกีฬาและสามารถเล่นกีฬาได้ดีนั้น จะก่อให้เกิดความภูมิใจในตัวเองเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการได้รับให้เข้าร่วมทีมกับเพื่อนๆ วัยเดียวกัน ยอมจะทําให้ลูกๆ รู้สึกว่าตนเองนั้น “สุดยอด”

 

     ความภูมิใจในตัวเองดังกล่าวนี้จะเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีในการต่อสู้กับภัยรอบข้างและสิ่งเย้ายวนรอบตัว เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และสิ่งเสพติดทั้งหลายรูปแบบ เป็นต้น

               

     หากพ่อแม่และสังคมแวดล้อมให้ความสําคัญต่อการเล่นกีฬาและผลการแข่งขันมากเกินควรแล้ว ย่อมจะทําให้ความภูมิใจดังกล่าวนี้เป็นเสมือน “ดาบสองคม” ที่จะกลับมาทําร้ายลูกๆ ของเราสักวันหนึ่ง ยามที่พวกเขาพลาด หรือไม่ได้เล่นในกีฬาที่ถนัด พวกเราควรที่สร้างความภูมิใจให้เกิดขึ้นภายในตัวลูกๆ โดยลดหรือพยายามไม่ไปผูกติดกับการเล่นกีฬาจนเกินไป ด้วยวิธีการเช่น (ก) ต้องยอมรับในตัวลูกๆ ของเรา ไม่ว่าจะเล่นเก่งหรือไม่ก็ตาม (ข) แสดงความชื่นชมในความ สําเร็จของลูกๆ  ไม่ว่าจะเล่นในระดับใดๆ ก็ตาม ผลงานที่ลูกๆ สร้างไว้และได้รับรางวัล เช่น ริบบิ้น เหรียญ ถ้วยรางวัลหรือแม้กระทั่งเงินรางวัลก็ตาม จะเล็กใหญ่หรือมากน้อย ล้วนต่างมีคุณค่าเท่าๆ กันทั้งสิ้น (ค) เปิดโอกาสให้ลูกๆ ได้ชื่นชมความเก่งกาจสามารถของนักกิจกรรมอื่นๆ เช่น นักผจญภัย ศิลปิน นักร้อง เพื่อให้ลูกๆ ได้ตระหนักว่า กีฬาเป็นเพียงกิจกรรมชนิดหนึ่งของความสําเร็จใน ชีวิตไม่ใช่ทั้งหมด (ง) คุยกับลูกๆ ให้รับรู้ถึงข้อเท็จจริงว่า ในการเล่นกีฬา หรือกิจกรรมใดๆ นั้น   จะเล่นได้ดี ได้เก่งถึงขั้นมืออาชีพนั้น ต้องทุ่มเทอย่างมากและมีเพียงไม่กี่คนที่จะบรรลุผลตามต้องการ บอกให้ลูกๆ ต้องเผื่อใจไว้บาง

               

     นอกจากนี้ ควรสอนให้ลูกๆ มีความพึงพอใจในรูปลักษณ์ของตนเอง โดยไม่ต้องไปเลียนแบบรูปทรง หรือหุ่นของนักกีฬาคนโปรด และอย่าทําร้ายลูกๆ ด้วยการเพิ่ม หรือลดนํ้าหนักเพื่อการแข่งขันซึ่งจะส่งผลเสียในระยะยาวต่อสุขพลานามัยของเด็กๆ เอง หากจําเป็นที่จะต้องควบคุมนํ้าหนัก ต้องกระทําด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งด้วยวิธีการดังต่อไปนี้ (ก) ปรึกษาหารือกับโค้ชว่า มีความคิดเห็นประการใดเกี่ยวกับเรื่องนี้? (ข) คุยกับลูกๆ ถึงข้อเท็จจริงและอันตรายของการควบคุมนํ้าหนัก (ค) ถามตนเองตรงๆ ว่า “จะคุ้มไหม?” 

               

     เรื่องสุดท้าย สร้างความร่วมมือภายในครอบครัวเพื่อประโยชน์และความสุขของสมาชิกทุกคนซึ่งรวมทั้งตัวพวกเราที่เป็นสุดยอดพ่อแม่นักกีฬา

 

     โดยเปิดโอกาสให้ตัวเองเสมอๆ ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับพ่อแม่นักกีฬาครอบครัวอื่นๆ และหากแม้ว่าพวกเราไม่ได้ครองคู่อยู่ด้วยกันพ่อและแม่อย่างปรกติแล้ว ก็จะต้องปรึกษาหารือกันเสมอๆ เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมการเล่นกีฬา เพื่อประโยชน์และความสุขสูงสุดของลูกๆ ของเรา

 

     สําหรับคุณแม่เดี่ยว (single mom) ก็อย่าทึกทักไปเองว่าบุคลิกของความชายจําเป็นอย่างยิ่งสําหรับการส่งเสริมให้ลูกเล่นกีฬา

 

     ที่สําคัญยิ่งก็คือว่า จงทําในสิ่งที่ดีที่สุดสําหรับครอบครัว ไม่ใช่ดีที่สุดสําหรับคนใดคนหนึ่งในครอบครัวเท่านั้น

Share on Facebook
Share on Twitter
Please reload

Recent Posts

January 25, 2019

Please reload

Archive
Please reload

Follow Us
  • Facebook Basic Square

Call

Tel  : 02-652-0806, 081-958-0085

Fax : 02-652-0807

Club Academia Thailand l Education Services

กรุงเทพมหานคร  ประเทศไทย l Bangkok, Thailand