คาถา 3 ค. สู่โอลิมปิก-อาชีพ


คุณค่าของกีฬาต่อการพัฒนาเด็กและเยาวชนด้วยการ “ทำคนให้เป็นคน” นั้นย่อมเป็นที่ประจักษ์และยอมรับกันโดยทั่วไป โดยพ่อแม่ส่วนใหญ่ต้องการที่จะส่งเสริมให้ลูกๆ สู่ความเป็นเลิศทางด้านกีฬาและอาจจะหวังลึกๆ ถึงระดับโอลิมปิกเกมส์ หรือกีฬาอาชีพ แต่ในความเป็นจริงแล้ว นับตั้งแต่ประเทศไทยส่งนักกีฬาเข้าร่วมโอลิมปิกเกมส์ครั้งแรกในปี ค.ศ. 1952 ที่เฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์เป็นต้นมา ก็มีนักกีฬาโอลิมปิกไทยจำนวนรวมไม่เกิน 700 คนเท่านั้นและแม้กระทั่งในสหรัฐอเมริกาที่อุตสาหกรรมกีฬาเจริญรุ่งเรืองมาก ก็มีเพียงร้อยละ 0.01 หรือหนึ่งคนจากหนึ่งหมื่นคนที่เล่นกีฬาในวัยเยาว์ที่จะประสบผลสำเร็จเข้าสู่กีฬาอาชีพจริงๆ ในอนาคต (O’Sullivan, 2018)

สาเหตุของเครื่องกีดขวางสำคัญมีอยู่ด้วยกัน 3 ประการกล่าวคือ (ก) การหยุดหรือเลิกเล่นกีฬา เพราะไม่ต้องการที่จะเล่นอีกต่อไป และที่น่าเศร้ามากคือ จะเลิกเล่นกีฬาไปตลอดชีวิตเพราะมีเจตคติที่ไม่ดีต่อกีฬา (ข) การไม่ประสบความสำเร็จในการต่อยอดไปสู่ความเป็นเลิศและกีฬาอาชีพได้ และ (ค) การไม่เอื้ออำนวยของการจัดการศึกษาที่บีบบังคับให้นักกีฬาต้องเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งคือกีฬาหรือการศึกษา

เหตุหลักที่เด็กและเยาวชนหยุดหรือเลิกเล่นกีฬานั้นคือ ความสุขของการเล่นกีฬาที่หายไป (Fish, 2003)

กีฬาควรจะมอบความสุขให้แก่เด็กๆ จากการขยับกาย การเล่นกับเพื่อนๆ ความท้าทายตนเองและเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง นอกจากนี้ ด้วยความไร้เดียงสา เด็กๆ จะหลงคิดไปเองว่า พ่อแม่จะรักมากขึ้นหากพวกเขาเก่ง (ชนะ) และในความเป็นจริงแล้ว พ่อแม่ก็มีส่วนที่ทำให้ลูกๆ คิดไปเช่นนั้นจริงๆ จากการโอบกอดและรอยยิ้มยามมีชัยชนะและการตะโกนด่าว่ายามพ่ายแพ้ ความเหนื่อยล้าจากการฝึกซ้อมและแรงกดดันจากการแข่งขันตลอดจนความกลัวที่จะทำให้พ่อแม่ผิดหวังนั้น ทำให้ความสุขจากการเล่นกีฬากลายเป็นความทุกข์ ความภาคภูมิใจกลายเป็นความท้อแท้ผิดหวัง มิตรภาพเสมือนเป็นสิ่งหลอกลวง

เหตุแห่งความไม่สำเร็จสู่ความเป็นเลิศมักจะเกี่ยวข้องกับคำถาม 2 ประเด็น กล่าวคือ จะเริ่มเล่นกีฬาจริงๆ จังๆ เมื่ออายุเท่าไหร่? และควรจำกัดให้เล่นกีฬาชนิดเดียวหรือไม่?

ข้อเท็จจริงที่ว่า นักกีฬาชั้นเลิศล้วนมุ่งเน้นกีฬาชนิดเดียวตั้งแต่วัยเด็กเช่น Usain Bolt (Sprinter, 12 ปี) Michael Jordan (Basketball, 11 ปี) Nadia Comaneci (Gymnastic, 7 ปี) Michael Phelps (Swimming, 7 ปี) Christiano Ronaldo (Football, 12 ปี) Paula Radcliff (Marathon, 11 ปี) Muhammad Ali (Boxing, 12 ปี) Venus & Serana Williams (Tennis, 12 และ 10 ปี) (Lowe, 2018) รวมทั้งกฎ 10,000 ชั่วโมง (Ericson, 2016) นั้น ทำให้พ่อแม่ส่วนใหญ่คิดและเดินตามทางนี้ อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาเยาวชนกลับแนะนำสิ่งตรงข้ามกันกล่าวคือ เด็กๆ ควรเริ่มเล่นกีฬาที่หลากหลายและเข้าสู่กีฬาชนิดเดียวในระดับการแข่งขันเมื่ออายุ 14 ปีขึ้นไป ด้วยจะทำให้ “กายพร้อม” “ใจพร้อม” และ “สติปัญญาพร้อม” อย่างรอบด้านและสมดุลซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีความพร้อมที่จะ “เลือกเล่นกีฬาที่ตนรัก” และ “พัฒนาต่อยอดทักษะกีฬาชนิดนั้นไปสู่ความเป็นเลิศ” ได้อย่างสำเร็จและยาวนาน (Fish, 2003)

เหตุสุดท้ายแต่หินสุดคือการเลือกระหว่างการเล่นกีฬาและการศึกษา ในเรื่องนี้คณะกรรมการโอลิมปิกนานาชาติยืนยันว่า การเล่นกีฬาและเรียนหนังสือไปพร้อมๆ กันอย่างเต็มที่ทั้งสองทาง (Dual Career) คือแนวทางที่ดีที่สุดสำหรับนักกีฬา ด้วยการเรียนหนังสือในเวลาว่าง (จากการฝึกซ้อม) นั้น ลดความตึงเครียดของร่างกายและเพิ่มพูนทักษะเชาวน์ปัญญาในระดับสูง รวมทั้งช่วยขยายเครือข่ายจากแวดวงกีฬาไปสู่แวดวงอื่นๆ ได้มาก นอกจากนี้ นักกีฬาก็มีความจำเป็นที่จะต้องเตรียมผ่านสู่งานอาชีพอื่นๆ เนื่องเพราะอาชีพนักกีฬามีระยะเวลาเกษียณที่เร็วมาก (+ / - 30 ปี)

โดยเหตุดังกล่าวข้างต้นนี้ มนต์คาถา “3 ค.” สำหรับพ่อแม่ที่ต้องการเสกลูกให้ๆ ประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬา ไม่ว่าจะเป็นนักกีฬาโอลิมปิกหรือนักกีฬาอาชีพในอนาคตก็คือ “ความสุข” “ควบกีฬาหลากหลาย” และ “เล่นคู่เรียน”

มนต์คาถา “3 ค.” คงจะเป็นมนต์คาถาที่ให้แนวคิดแก่ผู้ปกครองที่วาดหวังอนาคตด้านการกีฬาแก่บุตรหลานเป็นอย่างดี

ดร.นิพัทธ์ อึ้งปกรณ์แก้ว

สถาบันวิทยาการโอลิมปิคไทย

คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ

ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ คอลัมน์ ขอคิดด้วยคน หน้า 19 ฉบับ วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2562

Recent Posts